Reviews ทุกอย่างที่ชอบ ไม่เลือกทั้งนั้นล่ะขอรับ (แต่ทำไมเน้นแต่ร้านอาหารก็ไม่รู้)

Category:Movies
Genre: Romantic Comedy
จู่ๆก็ไปโดน tag มาจาก http://sumolmas.multiply.com/journal/item/32/TaG...My_Favorite_Sound_Track
ซะอย่างงั้นเลย ก็เลยต้องส่งการบ้านซะหน่อย
sound track ที่ชอบที่สุด ทั้งแต่ดูหนังมาเหรอครับ ก็คงเป็น notting hill เพราะปกติเป็นคนดูหนัง แต่ไม่ค่อยได้ฟังเพลงในหนังเท่าไหร่ แต่ว่า notting hill เป็นเรื่องแรก ที่ ตอนดูอยู่ แล้วพอเพลงนี้ขึ้น ก็รู้สึกจี๊ดดด เลยว่า เพลงอะไรเนี่ย เพราะจัง แล้วก็ขวนขวายหาเพลงนี้มาฟังเป็นการใหญ่ แล้วก็ร้องไปร้องมา จนเพื่อนๆ ล้อว่า "เฮ้ย When you say notthing at all เนี่ย แปลอีกอย่างว่าอะไรรู้ป่าว.... แปลว่า when you shut up ยังไงล่ะเว้ย เฮ้ย..." O_o"

ยังไงก็แล้วแต่ ชอบเพลงนี้มากที่สุดเลยล่ะครับ เลยเอาเนื้อเพลง แล้วก็ Quote อมตะ จากในเรื่องมาฝากด้วย
เนื้อเพลง When You Say Nothing At All

It's amazing how you can speak right to my heart
Without saying a word, you can light up the dark
Try as I may I could never explain
What I hear when you don't say a thing
[Chorus:]
The smile on your face let's me know that you need me
There's a truth in your eyes saying you'll never leave me
The touch of your hand says you'll catch me if ever I fall
You say it best when you say nothing at all
[Verse 2:]
All day long I can hear people talking out loud
But when you hold me near, you drown out the crowd
Try as they may they can never define
What's being said between your heart and mine
[Chorus twice]

ส่วนประโยคเด็ดกินใจของเรื่องนี้ก็ต้องเป็นตอนที่นางเอกบอกว่า
After all... I'm just a girl, standing in front of a boy, asking him to love her.

อันนี้ถ้าเพื่อนๆคนไหนยังไม่เคยดู ก็ลองอ่านเรื่องย่อไปก่อนละกันนะ
ชีวิตของ วิลเลี่ยม แธคเกอร์ หนุ่มขี้อายเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆย่านน็อตติ้งฮิลล์คงจะดำเนินไปอย่างเงียบเหงาเช่นเคย ถ้าวันนี้ไม่ปรากฏร่างของสาวสวยคนหนึ่งก้าวเข้ามาในร้าน และชีวิตของเขา...เธอคือซุปเปอร์สตาร์สาวแห่งโลกมายา แอนนา สก็อต ผู้มีวีถีชีวิตแตกต่างกับเขาราวฟ้ากับดินมันจะไปได้หรือ ที่ความรักที่ก่อเกิดขึ้นนี้จะเป็นจริงหรือเป็นเพียงความฝันที่ตื่นมาก็จะมลาย


Category:Other
ไม่เกี่ยวกับ Review อะไรหรอกครับ ไปเจอบทความสิ่งแวดล้อมใน www.manager.co.th มา คิดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายๆคนอาจจะไม่ทันได้สังเกต ก็เลยอยากเอามาให้อ่านกัน

ให้จินตนาการเอาเอง ก็คงคิดไม่ออกว่าอุณหภูมิแต่ละองศาที่เพิ่มขึ้นจากภาวะอากาศผันผวนจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกเราไปอย่างไร? และเมื่อนั้นเราจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง? สารคดีความยาว 2 ชั่วโมง เรื่อง "6 องศาเปลี่ยนแปลงโลกได้" จากเนชันแนลจีโอกราฟิก อาจช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น

"อุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียสเปลี่ยนแปลงโลกได้" หรือ "Six Degrees Could Change the World" เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “มาร์ค ไลนัส” (Mark Lynas) ผู้สื่อข่าวและนักอนุรักษ์นิยมชาวอังกฤษ เจ้าของหนังสือ “ซิกซ์ ดีกรี” (Six Degrees) ซึ่งอ้างว่าได้ค้นคว้าบทความวิทยาศาสตร์หลายหมื่นชิ้นเพื่อเผยให้โลกเห็นความน่ากลัวของมหันตภัยที่คืบคลานมากับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในอีก 100 ปีข้างหน้า

“สภาวะโลกร้อนนั้นไม่ได้หมายถึงแค่การเพิ่มขึ้นช้าๆ ของอุณหภูมิโลก แต่จริงๆ แล้วมันคือการเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ ในโลก นั่นเป็นเหตุผลที่เราได้เห็นทั้งความแห้งแล้งและน้ำท่วมในสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่การเกิดน้ำท่วมและสภาวะแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกันอย่างต่อเนื่อง” ไลนัสกล่าวในตอนหนึ่งของสารคดี ซึ่งเปิดตัวรอบสื่อมวลชนไปเมื่อวันที่ 28 ก.พ.51 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ภาพที่ปรากฏออกมาตลอด 2 ชั่วโมงของ "6 องศาเปลี่ยนแปลงโลกได้" จึงเริ่มตั้งแต่การกล่าวถึงสัญญาณเตือนภัยเบื้องต้นที่โลกประสบแล้ว เช่น ในทวีปออสเตรเลียที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียสในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

หรือแม้แต่ภัยพิบัติจากเฮอริเคน “แคทรินา” เมื่อปี 2548 ที่ทำลายบ้านเมืองในมลรัฐนิวออร์ลีน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้จะดูร้ายแรงมาก ทว่าแคทรินาก็ยังเป็นแค่พายุที่มีความรุนแรงระดับ 3 เท่านั้น ขณะเดียวกันในฟากเมืองผู้ดี “อังกฤษ” ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรครั้งใหญ่เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น พืชที่ไม่เคยปลูกได้ในอังกฤษอย่างองุ่นและมะกอกกลับชูช่องดงาม

สารคดีดังกล่าวบอกเราด้วยว่า ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมาหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม อุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้นแล้ว 0.6-0.8 องศาเซลเซียส

ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวกำลังคืบคลานติดตามมา "6 องศาเซลเซียสเปลี่ยนแปลงโลกได้" จำลองภาพให้เห็นว่า เมื่ออุณหภูมิยังเพิ่มขึ้นอีก 1 องศาเซลเซียสเมื่อใด บ้านเรือนผู้คนในเขตอ่าวเบงกอลอาจต้องจมอยู่ใต้น้ำ มหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้จะถูกพายุเฮอริเคนโจมตีอย่างหนัก หรือแม้แต่พื้นที่ฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ที่อาจต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นทะเลทราย

ส่วนอุณหภูมิที่เขยิบขึ้นเพียง 2 องศาเซลเซียสก็เลวร้ายเพียงพอทำให้มหานครหลายแห่งทั่วโลกจมอยู่ใต้น้ำ หนึ่งในนั้นคือ “กรุงเทพมหานคร” รวมทั้งหมีที่อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือจะตกอยู่ในภาวะคับขันเพราะธารน้ำแข็งหดหายไป

นอกจากนั้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มถึงจุดนี้ แนวปะการังใหญ่ "เกรต แบริเออร์ รีฟ" ของออสเตรเลียอาจเหลือเพียงความทรงจำ และธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดของกรีนแลนด์ที่ชื่อ “จาคอบชวาน” (Jacobshavn) ก็จะละลายเร็วขึ้นกว่าปัจจุบันที่มีอัตราการละลายตัวของน้ำแข็งอย่างน่าตกใจ เพราะเพียง 2 วันก็มีปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นเพียงพอให้ชาวนิวยอร์กดื่มกินและใช้ในชีวิตประจำวันได้มากถึง 1 ปีทีเดียว

“ธารา บัวคำศรี” ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงความคิดเห็นหลังชมตัวอย่างสารคดีอย่างปลงๆ ว่า หลังจากดูสารคดีเรื่องนี้แล้วก็ทำให้เขารู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย โดยเฉพาะการได้เห็นภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นตามที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์อย่างรวดเร็วผ่านเทคนิคการถ่ายทำแบบ “ฮอลลีวูด” ที่เร่งให้เห็นผลกระทบรวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ดี เขาบอกว่า เมื่อถึงเวลานั้น ตัวเขาเองคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ทว่าคงเป็นลูกหลานของเราที่จะรับผลกระทบจากมหันตภัยธรรมชาตินานัปการที่เกิดขึ้นแทน

ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 3 องศาเซลเซียส ตามที่สารคดีดังกล่าวระบุไว้คือ เมื่อนั้นน้ำแข็งบนภูเขาแอลป์จะสูญหายไปทั้งหมด โลกจะเผชิญหน้ากับพายุเฮอริเคนความแรงระดับ 6 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และการใช้ชีวิตของผู้คนบนโลกจะต้องพลิกโฉมหน้าไปสิ้นเชิง

เมื่อโลกร้อนขึ้น 4 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำในมหาสมุทรต่างๆ จะมีระดับเพิ่มสูงขึ้นจนระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นกว่า 1 เมตร ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่มีประชากรหนาแน่น เมืองแห่งแม่น้ำลำคลองอย่าง “เวนิส” รวมไปถึงมหานครสัญลักษณ์ของ “อำนาจทุนนิยม” อย่าง “นิวยอร์ก” จะจมอยู่ใต้บาดาล

ไม่เพียงเท่านี้ แม่น้ำคงคาที่เป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิตของคนกว่าพันล้านคนในจีน อินเดีย และเนปาลจะเกิดน้ำท่วมอย่างหนักเนื่องจากธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลายลงมาจนหมดอย่างถาวร กระทบถึงแหล่งน้ำสะอาดและแหล่งผลิตอาหารอย่างฉกาจฉกรรจ์

จากนั้นเมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น 5 องศาเซลเซียส มหานครของโลกอย่างลอสแองเจลลิส กรุงไคโร ลิมา และบอมเบย์ที่เคยปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งในบางช่วงเวลาอาจจะกลายเป็นเมืองที่ไม่มีหิมะอีกเลย อีกทั้งจะมีผู้ลี้ภัยเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงหลายสิบล้านคนและยังมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความขัดแย้งในการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดแคลนเพิ่มสูงขึ้นด้วย

และในท้ายที่สุด หากอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส โลกของเราจะมีสภาพคล้ายคลึงกับยุคครีเตเซียสเมื่อประมาณ 65-144 ล้านปีก่อนซึ่งโลกมีอุณหภูมิสูงกว่าปัจจุบันมาก น้ำทะเลจะมีสีใสเพราะไม่มีสารอาหารในทะเลหลงเหลืออยู่เลย ทะเลทรายจะครอบครองพื้นโลกมากขึ้นตามทวีปต่างๆ และการเกิดภัยพิบัติจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

เมื่อเทียบเคียงกับรายงาน 2 ฉบับแรกของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) พบว่า หากเรายังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างไม่มีขีดจำกัด อาจทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส ภายในปี 2643 หรืออีก 92 ปีข้างหน้านี้เท่านั้น

แต่ถึงจะดูเหมือนไร้ความหวังรอดพ้นจากวิกฤตินั้น ธารา มองว่าเราทุกคนยังช่วยกันหาทางออกของปัญหาดังกล่าวได้ดังที่ไลนัสฝากไว้ให้ขบคิดก่อนที่อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นแตะเส้น 2 องศาเซลเซียสที่เป็นจุดพลิกผัน

เริ่มจากการที่เราเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ด้วยการกระทำง่ายๆ ไม่ต้องถึงกับตั้งเป้าอะไรที่ดูเป็นนามธรรมเกินไปก็ได้ ต่างคนต่างเริ่มที่ตัวเองก่อน ซึ่งทุกคนมีรูปแบบการใช้ชีวิตต่างกัน การร่วมด้วยช่วยกันนี้จึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
หรือแม้แต่การประหยัดพลังงานง่ายๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังที่แนะนำไว้ในสารคดีเช่น การถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังใช้งาน และการเลี่ยงใช้โหมดสแตนด์บายในเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างทีวีและคอมพิวเตอร์อันจะช่วยให้ลดการสูญเสียไฟฟ้าอย่างไร้ค่าหรือที่เรียกว่า "แวมไพร์โหลด" ได้อักโข ซึ่งจำนวนไฟฟ้าดังกล่าวเทียบได้กับกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถึง 18 โรงทีเดียว

ขณะที่มุมมองจาก ดร.แสงจันทร์ ลิ้มจิรกาล ผอ.หลักการปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ศิลปศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและความยั่งยืน บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า แม้สารคดีนี้จะให้ข้อมูลได้ระดับหนึ่ง ซึ่งในสายตาของนักวิทยาศาสตร์แล้ว ดูจะพูดเกินจริงไปเล็กน้อยเพื่อหวังจะให้คนกลัวและหันมาสนใจ ทว่าก็ยังมีข้อมูลอีกมากที่ต้องทำให้สาธารณชนรับทราบด้วย

“ระยะหลังมานี้ สื่อมวลชนเองได้ติดตามให้ความรู้แก่ประชาชนมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังมองว่าไม่เพียงพอ และอาจต้องบรรจุลงในหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา-มหาวิทยาลัยไปเลย อย่างน้อยๆ ก็ทำให้ผู้คนได้ตะหนักรู้ถึงที่มาที่ไปของปัญหาและผลกระทบที่จะได้รับ ขณะเดียวกันก็อยากกระตุ้นเตือนให้ภาครัฐทำงานประสานงานกันในเรื่องดังกล่าวมากขึ้นด้วย” ดร.แสงจันทร์ทิ้งท้าย

สำหรับสารคดี "อุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียสเปลี่ยนแปลงโลกได้" จะลงจอให้ชมกันในเวลา 20.00 น.ของวันเสาร์ที่ 15 มี.ค.51 ทางช่องสารคดี "เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ชาแนล เอเชีย" (ทรูวิชั่นส์ ยูบีซี 45)

ReviewReviewReviewReviewP.S. I Love YouFeb 14, '08 1:50 AM
for everyone
Category:Movies
Genre: Drama

***** ไปดูมาแล้วล่ะครับ อืมมม ชอบเลยล่ะ เป็นหนังรักโรแมนติค ที่มีหลายรสชาติรวมๆกัน มีการสะท้อนความจริงของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ความกังวลของคู่รักเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะด้านครอบครัว ด้านการเงิน การไปดูหนังเรื่องนี้เราก็จะได้หลายๆอารมณ์ ทั้งสุข เศร้า ขำๆตลกๆ ฮาๆ แต่บางอารมณ์ ก็แบบว่า ฮึ้ยยยยยย หลอนเว้ย..... ดูๆแล้วก็สงสัยว่า ความเป็นจริงมันจะทำได้อย่างงี้เหรอ ไม่น่านะ (ไม่ใช่ว่าจะไม่เชื่อว่าจะมีคนรักกันขนาดนี้) แต่ว่า... เฮ้อออ เอาเหอะ อยากรู้ก็ไปดูกันละกัน ..... ซึ้งเชียว แอบนั่งน้ำตาซึม ไม่ให้คนข้างๆเห็นหน่อยนึงด้วยล่ะครับ 5555 (เดี๋ยวเสียฟอร์ม หุหุหุ)*******


ชื่อภาษาไทย : ป.ล.ผมจะรักคุณตลอดไป
ชื่อภาษาอังกฤษ : P.S. I Love You
แนว : Drama/Adaptation
นักแสดง : Hilary Swank, Gerard Butler, Lisa Kudrow, Jeffrey Dean Morgan, Gina Gershon
กำกับโดย : Richard LaGravenese

สาวสวยเก่ง ฮอลลี่ เคนเนดี้ (ฮิลารี่ สแวงก์) แต่งงานกับ เจอร์รี่ (เจอราร์ด บัตเลอร์) หนุ่มไอริชผู้น่ารัก ร่ำรวยอารมณ์ขันที่เธอรักมากที่สุดในชีวิต เมี่อโรคมะเร็งพรากเขาไป จึงเหมือนชีวิตครึ่งหนึ่งของเธอถูกพรากไปด้วย คนเดียวในโลกที่เข้าใจเธอจากไปเสียแล้ว เจอร์รี่เองก็รู้ว่าเขาคือคนที่รู้จักฮอลลี่ดีที่สุด เขาจึงเตรียมแผนบางอย่างไว้สำหรับเธอ

ก่อนเสียชีวิต เจอร์รี่เขียนจดหมายถึงฮอลลี่จำนวนหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อนำทางเธอให้พ้นจากความเศร้าเท่านั้น แต่เพื่อให้เธอค้นพบตัวเองอีกครั้งด้วย จดหมายฉบับแรกมาถึงฮอลลี่ในวันเกิดครบรอบ 30 ปีของเธอ พร้อมกับเค้กและเครื่องบันทึกเสียงที่ทำให้ฮอลลี่ตกใจมาก เสียงของเจอร์รี่อยู่ในนั้น และเขาขอให้เธอ มีความสุขกับชีวิต

หลายสัปดาห์และหลายเดือนต่อมา ฮอลลี่ก็ได้รับจดหมายจากเจอร์รี่อีก แต่ละฉบับล้วนส่งมาในรูปแบบไม่ธรรมดา เพราะมันทำให้เธอได้ผจญภัยกับสิ่งใหม่และทุกฉบับลงท้ายด้วยประโยคเดียวกันว่า ปล.ผมรักคุณ ทั้งแม่ (แคธี่ เบตส์) และเพื่อนสนิทของฮอลลี่อย่าง เดนนิส (ลิซ่า คูโดรว์) และ ชารอน (จิน่า เกอร์ชอน) ต่างเป็นห่วงว่าจดหมายจากเจอร์รี่จะทำให้ฮอลลี่ยึดติดกับอดีต

แต่ความจริงแล้ว จดหมายแต่ละฉบับผลักดันให้เธอก้าวสู่อนาคตอย่างมีความสุขต่างหาก ข้อความในจดหมายนำทางฮอลลี่สู่การค้นพบอันน่าตื่นเต้น, ซาบซึ้ง และหลายครั้งก็หรรษาของชีวิตคู่ มิตรภาพ และอานุภาพความรักที่เปลี่ยนจุดจบแห่งความตายให้กลายเป็นการเริ่มตันชีวิตใหม่


ReviewReviewReviewReviewUntamed HeartFeb 11, '08 2:23 AM
for everyone
Category:Movies
Genre: Romantic Comedy
หนังเก่า (มาก) ที่ชอบที่สุดเรื่องนึงของผมเองครับ จะมีใครรู้จัก หรือจำได้บ้างมั้ยน้อ

Untamed Heart (1993)
นำแสดงโดย Christian Slater และ Marisa Tomei เป็นเรื่องราวน่ารักๆของความรักระหว่าง หญิงสาวที่ไม่มีโชคในความรัก (แห้วตลอด) กับหนุ่มขี้อาย กำกับโดย Tony Bill

เรื่องย่อ
เป็นเรื่องราวน่ารักๆของความรักระหว่าง Caroline (Tomei) สาวเสริฟ์แสนสวยผู้ไม่เคยมีโชคด้านความรัก (แห้วตลอด) กับ Adam (Slater) ผู้ช่วยพนักงานเสริฟ์หนุ่มขี้อายมั่กๆ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ Adam ได้ช่วย Caroline ไว้จากคนร้ายที่พยายามจะข่มขืนเธอ จากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่ก็ได้งอกงามขึ้น และ Caroline พบว่า Adam ป่วยเป็นโรคหัวใจขั้นรุนแรง โดยที่เค้าเชื่อว่า เค้าได้รับมอบหัวใจของพญาลิงบาบูน เพื่อให้เค้าสามารถมีชีวิตอยู่ได้ การดำเนินเรื่องจบลงตรงที่ Adam สิ้นใจเพราะหัวใจล้มเหลว ระหว่างทางกลับจากการไปดูเกมฮอกกี้กับ Caroline แต่ความรักระหว่างเค้า และ เธอ ยังคงอยู่ในใจของ Caroline ตลอดไป


ReviewReviewReviewReview“Sekitei” Grilled and Chabu Chabu Buffet.Mar 6, '07 4:46 AM
for everyone
Category:Restaurants
Cuisine: Japanese / Sushi
Location:อยู่ที่ชั้นใต้ดิน ตึกชาญอิสระ 2 ถนนเพชรบุรี
มาแล้วคร้าบ มา update ร้านอาหาร เนื่องจาก วันหยุด สามวัน ต่างจังหวัดก็ไม่ได้ไป ว่าแล้วก็เลยชวนเหล่าสหายร่วมอุดมการณ์ อีก 4 หน่วยไปวู่วามที่ร้านบุฟเฟ่ต์ ญี่ปุ่น Sekitei ซะเลย ร้านนี้ อยู่ที่ชั้นใต้ดิน ตึกชาญอิสระ 2 ถนนเพชรบุรีล่ะครับ ร้านนี้จะคล้ายกับร้าน Akiyoshi ที่อยู่ตรงสถานนี รถไฟฟ้า พระโขนง คือ มีทั้ง ชาบู ชาบู สุกี้ยากี้ แล้วก็เป็นแบบย่างๆ แต่จะต่างกันตรงที่ บุฟเฟ่ต์ของร้าน Sekitei จะมีประเภทของอาหารให้เลือกมากกว่า แล้วก็ไม่มีการเพิ่มเงิน คือ สมมุติว่า ถ้าเราไปกัน 2 คน แล้วเกิดอยากทานทั้งอาหารย่าง แล้วก็ชาบู ชาบู เค้าก็จะจัดให้เลย มีทั้งเตาย่าง แล้วก็หม้อชาบู รวมอยู่ในราคาคนละ 350 บาท ไม่มีว่า ถ้าสั่งอีกอย่าง เพิ่มอีกกี่บาท ส่วนรายการอาหารของเค้า ก็จะมี หมู ไก่ เนื้อวัว (จะสั่ง เนื้อล้วน หรือเนื้อติดมัน บอกเค้าได้) แล้วที่พิเศษก็คือจะมี ซีฟู้ด (กุ้ง ปลาหมึก แซลม่อน ปลากระพง อืมมมม ) ไข่ตุ๋น มิโซะซุป ข้าวผัดกระเทียม กิมจิ แล้วก็ผักดองอย่างอื่น ไว้บริการด้วยครับ (รวมใน 350 บาทแล้วเหมือนกัน) แล้วก็พอทานเสร็จแล้วก็จะมีผลไม้ไว้บริการ แต่ว่า นอกจากบุฟเฟ่ต์เนี่ย เค้าก็มีเมนูอาหารทั่วๆไปเหมือนกันนะครับ แต่ผมยังไม่เคยลองอ่ะ

เอาเป็นว่า วันนี้จะเล่าเฉพาะ อาหารย่าง ชาบูๆ แล้วก็สุกี้ละกันนะครับ
วันที่ไปทานเนี่ย สั่งเฉพาะพวกย่างๆ เพราะว่า ไปกัน 5 คน แล้วโต๊ะก็ไม่ใหญ่ ไม่สามารถวางเตาชาบูได้อ่ะครับ ก็เลยสั่งแค่อย่างเดียว ไปถึงก็สั่งชาเขียวเย็น (30 บาท) แล้วก็สั่ง ไข่ตุ๋น ซุปมิโซะ ข้าวผัดกระเทียม แล้วก็พวกผักดอง กิมจิมากินเล่นๆ ถ้าสั่งพวกย่างๆ อาจจะต้องรอเค้าติดเตาถ่านซักพักนะครับ (เตาถ่านจะฝังไว้กับโต๊ะ แล้วพนักงานเค้าจะคอยเปลี่ยนตะแกรงย่าง + เติมถ่านให้ ไม่มีการใช้แก๊สนะครับ) แล้วก็สั่ง หมู หมูติดมัน เนื้อวัว เนื้อวัวติดมัน ซีฟู้ดไป ผ่านไปซัก 10 นาทีได้ เนื้อพร้อม เตาพร้อม เราก็.............
ลองหลับตานึกภาพดู เนื้อหมูหั่นชิ้นหนากำลังดี หมักซ๊อส วางลงบนตะแกรงย่าง ย่างไฟสุกกำลังดี กลิ่นหมูย่างหมักซ๊อส หอมเตะจมูก รสสัมผัสนุ่มลิ้น จิ้มซ๊อสรสเด็ดผสมพริก กระเทียม มะนาว แล้วก็มีพริกอีกอย่าง หน้าตาคล้ายพริกเผา (อร่อยดี กินเปล่าๆก็ยังไม่เผ็ดมาก) ทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว แล้วก็ ซีฟู้ด เค้าจะราดน้ำซ๊อสหมักเนื้อแต่ละประเภทมาให้ก่อน โห... อร่อยอ่ะ สำหรับ beef lover นะครับ จะมีเนื้อล้วน เนื้อติดมัน (มีลายไขมันในชั้นเนื้อ) แล้วก็ มีเนื้อล้วนที่มีชั้นไขมันแยกเป็นชั้นอยู่ติดกันด้วยล่ะครับ รสสัมผัสของเนื้อแต่ละแบบ ก็แตกต่างกันออกไป โอ้ววว... พูดไม่ออก บอกไม่ถูก
เครื่องเคียงก็จะมี กิมจิ รสออกเค็มนิด เผ็ดหน่อยๆ ไม่เปรี้ยว ไข่ตุ๋น เนื้อนุ่ม (น่าจะผสมน้ำซุปปลาลงไปด้วย เพราะได้กลิ่นเหมือนปลาแห้งอยู่ด้วย) ข้าวผัดกระเทียม ร้อนๆ หอมอร่อย (แค่นึกถึงยังไม่ได้ลองหลับตานึกภาพดู ก็น้ำลายสอโดยอัตโนมัติแล้วล่ะ)
ทานเสร็จ ก็จะมี ผลไม้ (สัปปะรด มะละกอ แตงโม) เสริฟให้เหมือนร้านอาหารอื่นๆอ่ะครับ

ส่วนชาบู กะ สุกี้เนี่ย คราวนี้ไม่ได้สั่ง แต่ว่า ก็เคยสั่งมากินหลายครั้งแล้วเหมือนกัน ชาบูจะเป็นน้ำซุปใส รสกลมกล่อม ส่วนสุกี้ ก็เป็นซุปซีอิ้ว (ตอนแรกรสชาติกำลังดีแต่ถ้าทานไปเรื่อยๆ จะเค็มขึ้นอ่ะครับ) สำหรับเนื้อสัตว์ ที่สั่งมาทานกะ ชาบู หรือว่า สุกี้เนี่ย จะบางกว่า แบบที่สั่งมาย่าง (บางจริงๆนะ) แล้วก็ไม่ได้หมักอะไร แต่จะมีจานผัก วุ้นเส้น เต้าหู้ให้มาด้วย
ลองหลับตานึกภาพดู หม้อชาบู ซุปร้อนๆ ควันฉุย เพิ่มความกลมกล่อมด้วยความหวานของผักต่างๆ จากนั้น ก็คีบหมู หรือเนื้อวัว สไลด์ บางๆ ใส่ลงไป แผ่แผ่นเนื้อให้น้ำซุปโดนทั่วชิ้น ทิ้งไว้แค่ 15 – 30 วินาที แล้วเลือกจิ้มกับซ๊อสรสออกเปรี้ยวสดชื่น หรือจะเป็นซอสถั่วเข้มข้น จะทานเปล่าๆหรือทานคู่กับข้าวผัดกระเทียมก็ได้ อร่อยจนหยุดไม่ได้จริงๆ

เคยมาที่ร้านนี้กับเพื่อนครั้งนึง ปรากฏว่ากินกันจนง่วงแทบจะหลับคาโต๊ะเลยล่ะครับ ทั้งอิ่ม ทั้งอร่อย บอกไม่ถูก อยากรู้ว่าเป็นไงต้องไปลอง

สรุปค่าเสียหาย บุฟเฟ่ต์ 5 คน เบ็ดเสร็จก็เป็น 2090 บาท ตกคนละ ประมาณ 420 บาท แล้วก็อิ่มปุ๊ก จุกแอ๊ก กลับบ้านไป กะว่า ไว้วันไหน จะมากินชาบูอีกซะที
ถ้าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ อยากไปทานที่ร้านนี้ ตอนวันหยุด จะให้ดีควรจะจองล่วงหน้าก่อนนะครับ โดยเฉพาะอาหารย่าง เนื่องจากในร้านจะแยกออกเป็น 2 โซน คือ โซนที่มีเตาย่างฝังอยู่ในโต๊ะ แล้วก็อีกโซนจะเป็นโต๊ะธรรมดา สอบถามจากคุณผู้จัดการร้าน ได้ความว่า ถ้าลูกค้าที่ไม่ทานอาหารย่าง แล้วก็ไม่ชอบให้กลิ่นอาหารย่างติดตัวก็จะไปนั่งอีกโซนนึง (เห็นมีลูกค้าที่ไม่ได้จองโต๊ะไว้ ก็เลยต้องไปนั่งโซนที่ไม่มีเตาย่างอ่ะครับ) เวลาทำการ รอบกลางวัน 11.00 – 14.00 รอบเย็น ก็เริ่มตั้งแต่ 17.00 เป็นต้นไป ยังไงก็แนะนำว่าให้จองโต๊ะไว้ก่อนจะได้ไม่ไปเก้อนะครับ ถ้ามากันหลายคน จะนั่งแยก 2 โต๊ะ หรือจะจองเป็นห้องก็ได้ (คิดค่าห้องต่างหาก แต่จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่)


ReviewReviewReviewReviewReviewขาหมูฮ่องเต้(25/01/2007)Jan 26, '07 3:25 AM
for everyone
Category:Restaurants
Cuisine: Chinese
Location:ต้นถนนสาธุประดิษฐ์ ฝั่งซ้ายมือ ถ้ามาจากถนนจันทน์
วันนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศจากอาหารญี่ปุ่นมาเป็นข้าวขาหมูกันบ้างนะครับ ร้านขาหมูที่ว่านี่ขายตั้งแต่ 4 โมงเย็น ไปถึงดึกๆโน่นแน่ะ อยู่ตรงถนนสาธุประดิษฐ์ ถ้าเข้าทางถนนจันทน์ หรือ มาทางเซ็นหลุยส์ 3 จะอยู่ช่วงต้นๆ ฝั่งซ้ายมือของถนนสาธุฯเลย สามารถจอดรถริมฟุตบาทได้ หรือถ้าไม่มีที่ว่าง ก็สามารถเข้าไปจอดรถในสมาคมฝั่งตรงข้าม (ชื่อสมาคมอะไรซะอย่างจำไม่ได้อ่ะครับ) เสียค่าจอดรถ 20 บาท (จอดเสร็จแล้วก็จ่ายให้อาแปะที่เฝ้าอยู่เลยนะครับ)

จากนั้นพอข้ามถนนมา ก็จะมีร้านอาหารเรียงอยู่เป็นตับเลยล่ะ มีทั้ง โจ๊กนายทอง ก๋วยจั๊บน้ำข้นเจ้าอร่อย ร้านอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ซุปเปอร์ จนถึงร้านขายซีฟู้ด (ไว้จะทยอยเอามาลงทีหลังนะครับ วันนี้เอาขาหมูก่อนละกัน)

ขาหมูฮ่องเต้ เป็นร้านห้องแถวห้องเดียว กำแพงร้านเป็นกระเบื้องสีขาว มีตู้ กับหม้อตุ๋นอยู่ข้างหน้าร้าน กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอโชยมาแต่ไกล เราสามารถสั่งแบบราดข้าว หรือ ไม่ก็มาเป็นจานแล้วสั่งข้าวเปล่ามาก็ได้ครับ จะมี เนื้อ หนัง ไส้ เอ็น คากิ ไข่ แล้วก็มีแกงจืด หลายอย่าง (ปกติมี แกงจืดผักกาดดอง แกงจืดมะระ แกงจืดเยื่อไผ่ บางวันมีพิเศษ แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ใส่สาหร่ายด้วยนะ) แล้วก็เราสามารถสั่งอาหารร้านข้างๆมาทานด้วยก็ได้ (อย่างผมก็สั่งก๋วยจั๊บไม่ใส่เครื่องในมาด้วย 30 บาท จ่ายตอนที่เค้ามาส่งเลย แต่วันนี้เราจะพูดถึงแต่ขาหมูนะครับ) ส่วนน้ำ เค้าก็จะมี น้ำอัดลม เก๊กฮวย กระเจี๊ยบ ลำใย ฯลฯ หรือจะเอาน้ำแข็งเปล่า มาใส่น้ำชาที่เค้ามีไว้ให้ก็ได้นะ

วันนี้มากัน 2 คน นั่งโต๊ะเดิม (เบอร์ 3) แล้วก็สั่ง เนื้อกับคากิ จานนึง ไข่ 2 ฟอง แกงจืดผักกาดดอง ไม่ใส่ไส้หมู ข้าวเปล่า 1 จาน แล้วก็ก๋วยจั๊บ 1 ชาม แข็งเปล่า 2 (แค่นี้เอง ไม่เยอะหรอกเนอะ)

ลองหลับตานึกภาพดู (ลอกรายการ cooking showdown ใน UBC มาเลย อิอิ) ขาหมูตุ๋นจนเปื่อย เนื้อนุ่ม พร้อมคากิทั้งชิ้น หั่นแล้วเรียงใส่จานมาอย่างสวยงาม ข้างใต้เนื้อหมูจะมีผักกาดดองหั่นฝอยวางอยู่ ไข่พะโล้ จะหั่นเป็นชิ้นละครึ่งฟองแล้วแยกใส่ถ้วยเสริฟพร้อมน้ำพะโล้มาต่างหาก ส่วนแกงจืดผักกาดดอง ก็จะมีหมูสามชั้น กับผักกาดดอง รสชาติออกเปรี้ยวเค็ม ช่วยแก้เลี่ยนได้เป็นอย่างดี ส่วนแกงจืดมะระ ก็ออกขมนิดๆ ชุ่มคอ (ไม่ขมมากนะครับ ไม่ต้องกลัว)

ตอนแรกเรากะว่า เพื่อชะลอการเพิ่มขนาดกล้ามท้อง เราจะสั่งข้าวจานเดียวแล้วแบ่งกันพอ แต่ว่า.... เนื้อหมูมันเยอะกว่าข้าวอ่ะ เลยต้องสั่งข้าวเปล่าอีกจาน (ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้มันอร่อยมากกก ล่ะ) พอทุกอย่างเสริฟเสร็จ เราก็ไม่คุยกันอีกเลยจนกว่าจะจัดการอุปสรรคที่ขวางอยู่ข้างหน้าไปซะก่อน

ลองหลับตานึกภาพดู (อีกละ) ข้าวสวยร้อนๆ (มีใส่เผือกชิ้นเล็กๆผสมอยู่ในข้าวนิดหน่อย) ราดน้ำขาหมู (อย่าราดเยอะไปนะครับ เดี๋ยวจะเค็ม) แล้วก็มีขาหมูห๊อมมม หอม อร้อยยย อร่อย เนื้อนุ้มมมม นุ่ม โปะอยู่ กินคู่กับแกงจืดผักกาดดองรสชาติเค็มนิดๆ เปรี้ยวหน่อยๆ อร่อยสุดจะบรรยาย .... ผ่านไปเดี๋ยวเดียว ทุกอย่างก็ระเหิด ระเหย มลายหายไปกับสายลม (นั่งดมกันจนปากมันแผลบเลย อิอิ) อิ่มครับ อิ่ม อร่อยด้วย ว่าแล้วก็ปฏิบัติการ เรียกน้องเค้ามา บอกน้องเค้าว่า
ลูกค้าขาประจำ: “น้องครับ ขอสั่งกลับบ้าน หน่อย เอาเนื้อล้วน 50 บาท แกงจืดผักกาดดองไม่เอาไส้ ..”
คนเสริฟขาประจำ (มาทีไรก็สั่งแต่กะคนนี้อ่ะ): แกงจืดเอาถุงละเท่าไหร่ดีคะ 30 หรือ 50
ลูกค้าขาประจำ: เอาสามสิบแล้วกัน แล้วก็ไข่ 2 ฟอง
คนเสริฟขาประจำ: เอาสามฟองมั้ย 3 ฟอง 20
ลูกค้าขาประจำ: ได้ งั้นเอา 3 ฟอง เอ่อ .... แล้วก็ขอกระดูกด้วยนะ
คนเสริฟขาประจำ: ค่ะ ได้ค่ะ

คือว่า ทุกครั้งที่มาผมจะขอกระดูกขาหมูที่เค้าไม่เอาแล้ว เอากลับไปฝากเจ้า โกปี๊ (อิงลิช ค็อกเกอร์) กะ โอโม่ (ยอร์กเชียร์เทอเรีย) ที่บ้านเป็นประจำ ตอนที่เอากลับบ้านไปครั้งแรก แต่ไม่ได้ซื้อกลับไปฝากที่บ้าน น้องสาวผมได้กลิ่นขาหมูตอนที่ผมเอาออกมาให้โกปี๊ กะโอโม่ กิน เค้าก็มาบอกว่า โอ้โห หอมจังเลยอ่ะ หอมมากเลย (กลืนน้ำลายหน่อยนึง) แล้วพูดต่อ เฮีย คราวหน้าซื้อมาฝากด้วยสิ แต่เอาเนื้อนะ ไม่เอากระดูก (ใครจะซื้อกระดูกมาฝากคนกินกันฟะ) หลังจากนั้นเวลามากินร้านนี้ ก็ต้องหิ้วกลับมาฝากน้องสาวด้วยต่างหาก

นั่งรอซักพัก น้องเค้าก็ถามว่า: พี่ หมาเยอะมั้ย ตัวใหญ่ตัวเล็ก
ลูกค้าขาประจำ: ตัวเล็ก 1 ตัวใหญ่ 1
ว่าแล้วน้องเค้าก็หยิบ หยิบ หยิบ หยิบ หยิบ กระดูกหมูชิ้นใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ใส่ถุง หยิบไม่หยุดเลยอ่ะ พอเค้ายกมาให้ โอ้โห... ถุงเบ้อเริ่มเลยอ่ะ หนักซะ 3 – 4 โลได้ เห็นภาพโกปี๊ กะโอโม่ สติแตก นั่งหางสั่น ก้นสั่น เลยล่ะ ถ้าให้มันกินหมดนี่ทีเดียว มันคงคิดว่ามันเป็นหมาที่รวยกระดูกขาหมูที่สุดในโลกแน่ๆ ขอบคุณมากนะครับน้อง ไว้พี่จะไปอุดหนุนเรื่อยๆ แล้วจะชวนเพื่อนๆที่เลี้ยงหมาที่บ้านไปด้วยนะ น้องจะได้ไม่ต้องแบกกระดูกหมูไปทิ้งไง ดีมะ

สรุป
งานนี้ อิ่มทั้งคน อิ่มทั้งน้องหมา สบายใจ อาหารอร่อย ราคาไม่แพง ค่าเสียหาย เฉพาะ ที่กินที่ร้าน ก็ 84 บาท (ไม่นับก๋วยจั๊บอีก 30 บาทนะ) เอากลับบ้าน 100 บาท กระดูกหมูถุงโตๆ ฟรี! (ดีมากๆ) สำหรับรสชาติ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าขาหมูเจ้าดังๆเลย (อย่างเช่น ขาหมูเลิศสิน หรือ ขาหมูตรอกซุง) นับเป็นสุดยอดเจ้ายุทธจักรขาหมูเจ้านึงเลยก็ว่าได้ คนขายก็อัธยาศัยดี ใจดีด้วย ช๊อบชอบ ส่วนที่จะถามว่า จะไปอีกมั้ย อันนั้นไม่ต้องถามเลยครับ ไปเป็นประจำอยู่แล้ว แค่เพิ่งจะเอามาเขียน review เท่านั้นแหละ หุหุหุใครไปไม่ถูกถามทางได้นะครับ


ReviewReviewReviewReviewOHSHO THAI (17/01/2007)Jan 18, '07 4:00 AM
for everyone
Category:Restaurants
Cuisine: Japanese / Sushi
Location:ชั้น 3 อาคารฟีนิกซ์ ปากซอยสุขุมวิท 31 (อาคารที่มี California Women WOW น่ะครับ)
OHSHO THAI ราเมนสไตล์ญี่ปุ่นแท้ (พ่อครัว คนเสริฟ ลูกค้า มองไปทางไหนก็เจอแต่คนญี่ปุ่นหมดเลยอ่ะ)
ต้องย้ำอีกครั้งว่าร้านราเมนญี่ปุ่นแท้ๆ จริงๆ เพราะว่า วันที่ไปชิม พ่อครัว คนเสริฟ ลูกค้า มีแต่คนญี่ปุ่นล้วนๆ (แต่คนเสริฟมีคนไทยคนนึง ส่วนคนอื่นๆก็พูดไทยได้ ชัดพอควรครับ ไม่ต้องกลัวว่าจะสั่งไม่ได้) เมนูเค้าก็เป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วมี subtitle ภาษาไทย อีกที

ร้านนี้เพื่อนๆอาจจะยังไม่รู้จักกันเท่าไหร่ เพราะเพิ่งเปิดมาได้ ราวๆ 3- 4 เดือน อยากแนะนำให้ไปลองชิมรสชาติ ญี่ปุ่นแท้ๆเลยล่ะ แถมตอนนี้ยังมีโปรโมชั่น มีราเมน 4 รายการ (โชยุ ราเมน มิโซะราเมน แล้วอะไรอีก 2 อันจำไม่ได้) ที่ลดราคาจาก 130 บาท เหลือแค่ 65 บาทเองครับ (แต่ไม่ได้ลดปริมาณนะ กินกันอิ่มปั๊กเลย)

รายการอาหารที่สั่งนะครับ มากันสี่คน เราก็สั่งกันพอหอมปากหอมคอ ก็มี ราเมนกิมจิ (อันนี้เพิ่งเคยเห็นที่นี่เป็นที่แรก) มิโซะราเมน ข้าวหน้าแกงกระหรี่หมูทอด เกี๋ยวซ่า (จานละ 6 ชิ้น) มาโบดอน (เต้าหู้ผัดเปรี้ยวหวานสไตล์ญี่ปุ่น) แล้วก็อาหารชุดราเมน (มี โชยุราเมน ข้าวผัด แล้วก็เกี๊ยวซ่าอีก 3 ชิ้น) แล้วก็สั่งโค้กมา 2 แก้ว ทางร้านเค้าก็มีชาเขียวให้ อันนี้เป็นชาเขียวใสๆ สีเหมือนชาจีน แต่พอดื่มแล้วเหมือนจะมีกลิ่นหอมใบชาไหม้ๆอยู่ในคอด้วยล่ะ ดีจัง

เรามาเริ่มตามลำดับการเสริฟกันเลยละกันนะครับ

จานแรก เต้าหู้ผัดเปรี้ยวหวาน (ถ้าราดข้าว ด้วยจะเรียก มาโบ ดอน แต่อันนี้สั่งเปล่าๆ เลยไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร) มีเต้าหู้ผัดกะหมูสับ ในซ๊อสเปรี้ยวหวาน รสชาติออกเผ็ดนิดๆ แต่ไม่เผ็ดมากเหมือนร้านอื่นๆนะครับ อร่อยอ่ะ ทุกคนลงความเห็นเหมือนกันว่า ถ้าราดกะข้าวนะ เยี่ยมไปเลย

ต่อมา จานที่สอง ของผมเอง กิมจิราเมน (130 บาท) ชามใหญ่บิ๊กบึ้ม เส้นตรึม ผักเพียบ แต่ไม่มีเนื้อหรอกครับ ก็มันเป็นกิมจิ ราเมนนี่นา เริ่มกันที่เส้นก่อนนะครับ เส้นนุ่มเหนียวใช้ได้ ผมคาดว่าเป็นเส้นสำเร็จ แบบเดียวกะที่ร้านอื่นๆใช้ เช่น ราเมน เทอิ ให้ความรู้สึกไม่ต่างกันเท่าไหร่ (แต่พี่ที่ไปด้วยกันบอกว่า อร่อยดี ไม่ค่อยแป้งๆเท่าไหร่ด้วย) ส่วนกิมจิที่ใส่ในราเม็น ก็จะออกแนวรสเผ็ด ไม่ใช่ผักดองเปรี้ยวปริ๊ด เหมือนร้านญี่ปุ่นสไตล์ไทย ทั่วไป ตอนมาเสริฟ มองในชามไม่เห็นเส้น เพราะกิมจิปิดซะมิดเลย (ถ้าเป็นรายการ cooking showdown เค้าก็จะบอกว่า “โปะหน้าด้วยกิมจิอย่างจุใจ”) กินๆไปเหงื่อตก เพราะปกติทานเผ็ดไม่เก่งเอาซะเลย แล้วน้ำซุปรสชาติจัดจ้านมาก (เข้มข้นที่สุดในบรรดาราเมนที่สั่งมาเลยล่ะ) จะเห็นน้ำซุปเป็นสีออกแดงๆ คงมาจากกิมจินั่นแหละ อร่อยอ่ะ ชอบๆ

จานต่อไป มิโซะราเมน เป็นราเมนน้ำ ซุปมิโซะ (ถั่วเหลืองหมักคล้ายเต้าเจี้ยว) โรยหน้าด้วยผัก แล้วก็หมูชาบู (ไม่แน่ใจว่า 2 หรือ 3 ชิ้น) แล้วก็มีไข่ต้มยังมะตูม โปะมาอีก 1 ชิ้น น้ำซุปอร่อย เข้ากันกับเส้นได้ดี ความเข้มข้นของน้ำซุป จะน้อยกว่า ราเมนกิมจิ แต่มากกว่า โชยุราเมน หมูชาบู หอม แล้วก็ไม่เหม็นเหมือนบางร้าน เป็นหมูสามชั้น มัดเป็นก้อน แล้วต้มกับน้ำซุปซีอิ๊ว ผมว่าอร่อยนะ แต่บางคนถ้ากลัวอ้วน ก็อาจจะไม่ชอบ ใน 1 ชามจะมี หมูชาบูอยู่ 2 -3 ชิ้น จานนี้อยู่ในโปรโมชั่นลดครึ่งราคาด้วยนะ จาก 130 เหลือ 65 บาทเอง ขนาดก็ไม่ได้น้อยเลย ประมาณ 1 อิ่มของผู้ชายเลยหล่ะ ถ้าเป็นคุณผู้หญิง ส่วนใหญ่จะกินไม่หมด เหลือเส้นซะเกือบครึ่งได้ อืมมม เสียดายจัง
รายการที่สี่ เป็นอาหารชุดครับ ประกอบด้วย โชยุ ราเมน ชาฮัง (ข้าวผัด) เกี๊ยวซ่า 3 ชิ้น แล้วก็ มีเครื่องเคียง เป็น ผักกระหล่ำ ซอย ราดน้ำสลัดญี่ปุ่น มะเขีอม่วงดอง กรอบ เปรี้ยว แล้วก็มีไข่หวานอีกชิ้นนึง ทั้งชุดราคา 180 บาท (ถ้ากินไม่อิ่ม ก็นับว่า กระเพาะคุณต้องใหญ่ผิดปกติแน่ๆ) ผมหนัก 86 โล ยังไม่แน่ใจเลยว่า ถ้ากินคนเดียวหมดนี่ จะเดินกลับ หรือ กลิ้ง กลับบ้านดี เยอะโคตรรรร โชยุราเมน น้ำซุปซีอิ้ว จะออกเค็มนิดๆ (แต่ซดได้คล่องคอครับ ไม่ต้องกลัวกันไป) รสชาติอ่อนที่สุดในบรรดาสามชามที่สั่งมา แล้วก็มี ผัก ชาชู แล้วก็ไข่ครึ่งฟอง ข้าวผัดหอมครับ ออกจืดๆนิดนึง ส่วนตัวผมว่า ก็โอนะ แต่มันไปหน่อย แอบตักกินกะ เต้าหู้เปรี้ยวหวาน …. ดีแฮะ

ข้าวหน้าแกงกระหรี่หมูทอด อันนี้ชิมนิดเดียว แกงกระหรี่รสชาติใช้ได้ ไม่ข้นเกินไป แต่เพื่อนรวมอุดมการณ์(กิน) บอกว่า ถ้าเป็นแกงกระหรี่ที่เป็นซุปเนื้อ จะอร่อยกว่านี้ แล้วก็ผมว่า หมูทอดเนี่ย ชิ้นบางไปหน่อย หมูเหนียวไปนิด เหมือนยังไม่ค่อยโดนเท่าไหร่แฮะ (แต่อาจจะผิดก็ได้นะครับ เพราะว่าชิมไปติ๊ดเดียว หุหุหุ)

มาถึงตาเกี๊ยวซ่าบ้าง จะบอกว่าไงดี ส่วนที่ควรกรอบ ก็กรอบ ส่วนที่ควรนุ่ม ก็นุ่ม ไส้หมูที่ใส่ก็อร่อยใช้ได้ ถ้าเทียบกะ ที่ ราเมน เทอิ แล้วล่ะก็ ที่นี่จะชิ้นใหญ่กว่า เครื่องเยอะกว่า แต่กรอบไม่เท่ากะราเมนเทอิล่ะ (คิดว่าน่าจะเป็นเพราะ ชิ้นที่โตกว่า) ถ้าเพื่อนๆไปชิมกันล่ะก็ อย่าเพิ่งรีบกินนะครับ …. มัน ร้อนนนน )

สรุปค่าเสียหาย 4 คน ประมาณ 800 บาท ครับ อร่อย อิ่มมม กลิ้งกันออกมาจากร้านเลย รับรองว่าจะกลับมาเยี่ยมร้านนี้อีกแน่นอนเลยครับ หุหุหุ ยิ่งช่วงนี้มีโปรโมชั่นลดราคาด้วยล่ะก็ จะพลาดได้อย่างไร ถึง 31 มค 50 นี้เท่านั้นนะครับ

รสชาติความอร่อย สูสี คู่คี่ เบียดกันมากับ ราเมนเทอิเลยอ่ะ แต่ถ้าจะให้ตัดสินเด็ดขาด ต้องกลับไปกิน ราเมนเทอี อีกทีนึงอ่ะ
ไว้จะเอารูปตามมาลงทีหลังนะครับ


ReviewReviewReviewReviewRamen TeiJan 17, '07 3:46 AM
for everyone
Category:Restaurants
Cuisine: Japanese / Sushi
Location:Sukhumvit 33 ใกล้ๆ ฟูจิซุปเปอร์มาเก็ต
Ramen Tei (ราเมน เทอิ)

วันก่อนเป็นรายการท้าพิสูจน์ร้านอุด้ง DON DON ใช่มะครับ วันนี้ก็เลยจะพิสูจน์อาหารประเภทเส้นอีกอย่างกัน ราเมน นั่นเองครับ
ราเมนที่นำเสนอวันนี้ ไม่ใช่ราเมนธรรมดาที่มีสาขาเยอะแยะทั่วไปนะครับ แต่เป็นร้านราเมนญี่ปุ่นที่ลูกค้าส่วนมากเป็นชาวญี่ปุ่นอีกเหมือนกัน ร้านนี้จะมีสาขา (ที่เคยไป) อยู่ สอง สาม ที่ แถวๆ ถนนธนิยะ ตรงใกล้ๆกับ รพ กรุงเทพคริสเตียน แล้วอีกสาขาอยู่ในซอยทางลงรถไฟฟ้า ตรงสถานีพร้อมพงษ์ ฝั่งตรงข้ามสวนเบญฯ ใกล้ๆกับ ฟูจิซุปเปอร์มาเกต เพื่อนๆ พี่ๆ หลายคนอาจจะรู้จักกันแล้ว ใช่แล้วครับ วันนี้เป็นร้าน ราเมนเทอิ (Ramen Tei) นั่นเอง

ร้านนี้เป็นร้านราเมนรสชาติญี่ปุ่นแท้ๆ เน้นขายคนญี่ปุ่น (แต่คนไทยก็ไปกินกันเยอะเหมือนกัน) ในร้านก็จะมีโต๊ะหลายแบบไว้บริการ มีทั้ง counter ให้ลูกค้านั่ง โต๊ะญี่ปุ่น นั่งกับพื้น แล้วก็โต๊ะธรรมดาขนาด 4 ท่าน ครับ

8.45 PM วันนี้ก็มากันสองหนุ่ม เจ้าประจำ เหมือนเดิม มาถึงโต๊ะเต็มครับ ต้องยืนรอ น้องพนักงานก็เอาเมนูมาให้สั่งก่อน หลังจากเปิดๆดูไปซักพัก (A = พี่ที่ไปด้วยกัน, B= ตัวผมเองแหละ)

A: คุณๆ คุณกินไรอ่ะ
B: อืม ผมเหรอ ผมว่า วันนี้ผมจะกิน ทงคัทซึ ชิโอะ ราเมนอ่ะ (ราเมน น้ำซุปข้น รสเกลือนั่นเอง)
A: คุณเลือกเหมือนผมเลย ผมเลือกไว้สองอย่าง มีไอ้นี่ด้วย แต่ผมตัดใจไปกิน ชิโอะ ราเมนแทน (ราเมน ซุปใสรสเกลือครับ)
B: โอเค ได้ๆ อืม แต่ มาโบดอน ก็น่ากินนะ เออ ช่างมัน เอาทงคัทซึนี่แหละ

ว่าแล้ว พอได้โต๊ะก็สั่งกันตามที่ตกลงไว้ แต่แล้ว……………

A: เอ่อ ขอเกี๊ยวซ่าด้วยนะครับ
น้องพนักงาน: รับเป็นแบบไหนดีคะ แบบทอด หรือแบบราดซ๊อส
A: เอาแบบทอดครับ

ดู๊ ดู เพื่อนๆ พี่ๆครับ ในสถานการ์ณแบบนี้ เพิ่งเล่นฟิตเนสเสร็จ มาสั่งเกี๊ยวซ่าตามมาแบบนี้ ได้ยังไง ผมก็เลยบอกว่า…..
B: เออ ดี เยี่ยมไปเลย (เรื่องแบบนี้ ความคิดจะห้ามไม่เคยมีอยู่ในหรอกหัวครับ มันหยาบคาย อิอิอิ)

8.52 PM ระหว่างรอก็คว้า N70 ขึ้นมาถ่ายรูป เอามาเป็นหลักฐานว่ามากันจริงๆ ไม่มีการนั่งเทียนเขียนเด็ดขาด

บรรยากาศภายในร้าน ตกแต่งแบบญี่ปุ่น แล้วก็มีชั้นหนังสือญี่ปุ่นไว้ให้อ่าน มีทางขึ้นชั้นสอง ซึ่งวันนี้เค้าไม่เปิดให้บริการเพราะว่า พนักงานมีน้อย ครับ
โต๊ะนั่งมีทั้งแบบญี่ปุ่น นั่งกะพื้น มีอยู่สองโต๊ะด้วยกัน แล้วก็แบบ counter ด้านหลังเป็นครัว ปรุงกันให้เห็นๆ มีคุณลุงญี่ปุ่น สั่งหมี่เย็น มาทาน (จะบอกว่าแกซดได้อารมณ์มากเลยนะ เสียงดัง ซู๊ดๆ เลยล่ะ)

ถ้าเทียบร้านนี้กะ DON DON ล่ะก็ ร้านนี้จะดูใหม่ แล้วก็สะอาดกว่า แค่เทียบตัวร้านเฉยๆนะครับ ไม่ได้เทียบรสชาติอาหาร เพราะผมว่า ราเมน กะอุด้งเนี่ย มันให้ความรู้สึกคนละแบบล่ะ

8.56 PM ราเมนมาแล้ว เย้ๆ

จานแรกเป็น ชิโอะ ราเมน (ชิโอะ = เกลือ) ของพี่เค้าครับ
เป็นราเมนน้ำซุปรสเกลือ เห็นน้ำใสๆอย่างงี้ รสกลมกล่อมมากนะครับ ขอบอก บางคนอาจจะดูแล้วงง ซุปเกลือ? มันจะอร่อยได้ยังไง ตอนแรกผมก็ว่างั้น แต่พอลองสั่งมากินแล้ว รับรองจะเปลี่ยนความคิดไปทันที ผมยังสงสัยว่า ทำไมซุปรสเกลือมันอร่อยได้ขนาดนี้(วะ) แล้วก็มีหมูชาชู รสชาติดีเลยล่ะครับ เพราะถ้าเทียบกะร้านราเมนสัญชาติไทยเนี่ย ผมว่า ชาชูของร้านพวกนั้นจะออกเหม็นหน่อยๆ เหมือนมันค้างคืนมาไงงั้น ส่วนอันนี้จะหอม กินคู่กะเส้นนะ สุดยอด เสียแต่ว่า ทำไมวันนี้ มันชิ้นเล็กมากๆ น้อยด้วย (คราวก่อนๆที่มา ชาชูจะเป็นชิ้นกลมใหญ่ ประมาณ 6 ซม ได้ แล้วก็โปะมาอย่างน้อย สามชิ้น เราจะไม่เห็นเส้นแบบนี้หรอก เพราะโดนชาชูปิดหมด) แต่ทำไมคราวนี้มันเศษๆจัง งง

มาแล้วๆ ของผมเอง ทงคัทซึ ชิโอะ ราเมน เห็นอย่างนี้อาจจะนึกว่าเล็ก แต่จริงๆแล้วไม่นะครับ ถ้าลองเทียบขนาดช้อนซุปดูละกัน ขนาดช้อนก็เป็นช้อนปกติที่เราใช้นี่แหละครับ ชามมันก็เท่ากะ ชามน้ำแกงเลยนะเนี่ย
เส้นราเมน ราดน้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้น คงจะใส่เกลือด้วยอ่ะ แต่ก็ไม่เค็มมากนะครับ (เฮ้อ หมูน้อยไปอีกละ ชิ้นเท่าหมูแดงปกติเท่านั้นเอง ผมขอยืนยันนะครับ ที่เคยกินมาที่ร้านนี้มันไม่ใช่อย่างงี้) แล้วเครื่องอย่างอื่นก็มี ผักต่างๆ อย่างกระหล่ำ ผักดอง ผักกวางตุ้ง (มั้ง) แล้วสีแดงๆ ก็ขิงดอง มีใส่งาขาวมาด้วย ห้อมมม หอม

ระหว่างนั้น บทสนทนาของ B กะA
A: ……………………… = ]
B: ………………………. = [
A: ………………………. = [
B: ……………………… = ]
คือ ………….. เราไม่ได้โกรธกันนะครับ เพียงแต่ …………. เราไม่ว่าง

9.01 PM และแล้ว เกี๊ยวซ่าก็ตามมา

เกี๊ยวซ่าขนาดพอดี 2 คำ (ก็กัดทีละครึ่งชิ้น) ทอดกรอบ ยัดไส้หมูสับ แล้วก็ไอ้โน่น ไอ้นี่ ไอ้นั่น อีกหลายอย่าง น้ำจิ้ม ออกเปรี้ยวนิดๆ เค็มหน่อยๆ

ระหว่างนั้น บทสนทนาของ B กะA
A: เกี๊ยวซ่ามันต้องอย่างงี้สิ
B: อืม ………………………. = [
A: ………………………. = [
B: ……………………… = ]
คือ ………….. ผมไม่ได้โกรธเฮียอีกนั่นแหละ เพียงแต่ …………. ไม่ว่าง

แล้วเวลาก็ผ่านไป

9.10 PM ผมจะไม่บอกหรอกว่ามันอร่อยหรือเปล่า แต่ว่า………….

ผ่านไป 10 นาที สิ่งที่เหลืออยู่บนโต๊ะที่คนเราสามารถกินได้ ก็มีแค่ ซ๊อสเกี๊ยวซ่านิดหน่อยเองอ่ะครับ หุหุหุ

สรุป
อิ่มครับ สบายท้อง โดนค่าเสียหายไปรวม 400 บาท แต่ยังไง ก็ยังข้องใจเรื่องหมูชาชู ชิ้นเล็กอยู่ดี เราลงความเห็นว่า ทุกอย่างดีหมด เสียตรงชาชูนี่แหละครับ ขัดใจจริงๆ แต่ถ้าถามว่าจะไปกินอีกมั้ย คงไปอีกอ่ะครับ วันนี้เค้าอาจจะมีเหตุขัดข้อง (หมูหมด หรือหมูขึ้นราคากะทันหันหรือเปล่า) อยากจะไปลองให้แน่ใจอีกซักครั้ง

ยังไงก็ตาม เรา ลงมติเป็นเอกฉันฑ์ให้ร้าน Ramen Tei เป็นร้านราเมนอร่อยเป็นอันดับ 2 ตั้งแต่ที่เรากินมา ส่วนอันดับ 1 เหรอครับ ยังไงก็ต้องยกให้ร้าน โตเกียวราเมน อยู่ที่ไหนเหรอครับ อยู่ข้างๆ MK ตรงต้นซอยเอกมัย อยากไปลองเหรอครับ เสียใจด้วยครับ ร้านนี้เจ๊งไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะฝีมือดี รสชาติเยี่ยม แต่ทำเล(ที่เคยอยู่)อาจจะไม่เหมาะ ค่าเช่าแพง แล้วลูกค้ากว่า 90 % เป็นญี่ปุ่นครับ ยอดขายก็เลยน้อย อยู่ไม่ได้ ต้องปิดตัวไป เสียดายมั่กๆ

ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าไปเจอร้านที่อร่อยๆอีก จะเอามานำเสนอแน่นอน แต่ว่าอาจจะต้องรอหน่อยนะครับ เพราะร้านอร่อยๆ ก็หายากเหลือเกิน (บางร้านเห็นขายแต่ญี่ปุ่นเหมือนกัน ก็เข้าไปลองสั่ง ชิโอะราเมนมากินดู ไอ้หยา เจี๊ยะโบ่ยเลาะอ่ะ (กินไม่ลง จริงๆนะ) ผิดหวังน่าดู )


ReviewReviewReviewReviewDON DONJan 17, '07 3:39 AM
for everyone
Category:Restaurants
Cuisine: Japanese / Sushi
Location:Sukhumvit 39 ตรงข้ามเอ็มโพเรี่ยม ซอยด้านหลังของร้านสุกี้โคคา
ไปพิสูจน์มาแล้วครับ ก็เลยจะมาเล่าให้ฟัง

ทางเข้าร้าน - หายากเหมือนกัน เพราะว่าซ่อนอยู่ในซอกหลืบ แล้วก็ไม่เด่นเท่าไหร่ (มิน่า ถึงได้มีแต่ลูกค้าที่เป็นคนญี่ปุ่นซะส่วนมาก) หากเพื่อนๆผู้ชายคนไหน จะพาเพื่อนสาวไปทาน ให้บอกก่อนว่าร้านมันลึกลับหายากนิดนึง ไม่งั้นจะมีการเข้าใจผิดว่าจะพาไปทำมิดีมิร้ายได้ 555

บรรยากาศ - ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น (แหงเนอะ ก็ร้านเค้าขายอุด้งนี่) มีรายการทีวีญี่ปุ่นให้ดู มีการ์ตูน นิตยสารญี่ปุ่น (ภาษาญี่ปุ่นด้วย) ให้อ่าน ด้านหน้ามีโต๊ะทำเส้นอุด้งให้ลูกค้าดูตั้งอยู่ แต่ตอนไปเค้าทำเสร็จแล้วอ่ะ เลยไม่ได้ดู ชั้นล่างมีโต๊ะอยู่ประมาณ 6 - 7 โต๊ะ แล้วก็มีโต๊ะที่ชั้น 2 อีก แต่กี่โต๊ะไม่รู้แฮะ

จำนวนคน - ไปกัน 2 คน (ชายล้วน)

รายการอาหารที่สั่ง - 5 รายการ ได้แก่

1 เกี๋ยวทอดห่อชีส - เป็นแป้งเกี๊ยวทอดกรอบ ข้างในมีไส้ ชีส (ชีสอย่างเดียวเลยนะ) จานนึงมี 4 ชิ้น กัดลงไปจะสัมผัสได้ถึงความกรอบของแป้ง แล้วก็กลิ่นหอมกับรสเค็มนิดๆของชีส ไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มอะไรเลย นับว่าใช้ได้เลยทีเดียว แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ผมชอบแบบเกี๋ยวซ่าที่มีไส้หมูมากกว่านะ

2 โอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) หน้ารวมซีฟู้ด - อืมม อย่างร้านอื่นๆ เวลาที่คีบเนี่ย แป้งจะไม่ค่อยเกาะตัวกัน แล้วเครื่องมันก็จะหล่นๆลงมาใช่มะ แต่ของที่นี่จะไม่ใช่ แป้งจะเกาะตัวกัน เวลาคีบก็จะขึ้นมาทั้งชิ้นเลย พอกัดเข้าปาก แป้งกับเครื่องก็เข้ากันดี เครื่องเยอะ แต่เกาะตัวกัน เหมือนรู้สึกว่าแป้งมันสดอ่ะครับ บอกไม่ถูก แต่อร่อยอ่ะ เค้าจะราดซ๊อสมาให้ แต่จะให้เรามาใส่มายองเนสเอาเอง

3 อุด้งเย็นเสริฟพร้อมเทมปุระ - ถ้าเราสั่งอุด้งตามร้านทั่วไป เส้นก็จะเป็นแป้งๆ นิ่มๆหน่อย ไม่เหนียว แต่ของร้านนี้ เป็นเส้นสดๆทำมือ เส้นก็เลยจะเกาะตัวกัน ให้ความรู้สึึกกรอบๆ เหนียวหน่อยๆ (ผมชอบล่ะ อร่อยดี) ส่วนซ๊อสที่จิ้มเนี่ย เป็นเหมือนโชยุ ผสมกับ งาคั่ว ต้นหอมซอย หรือจะใส่ไชเท้าฝนละเอียดลงไปด้วยก็ได้ ไม่ว่ากัน ไม่เค็มครับ แต่จะหอมโชยุ กับงาคั่่ว (ดีจัง)

4 อุด้งน้ำใสหน้าเนื้อ - เส้นอุด้งสดๆ กรอบ เด้งนิดนึง เหมือนอุด้งเย็น ใส่น้ำซุปใส ร้อนๆ รสชาติกลมกล่อมชื่นใจ โปะ ด้วยเนื้อลวกสไลด์ บางๆ ประมาณ 6 ชิ้น (เนื้อนุ่มหอม พอกินแล้วจะเหลือรสหวานของเนื้ออยู่หน่อยนึง) แล้วโรยด้วยต้นหอมซอย อืมมม อร่อยหรือเปล่าน่ะเหรอ ตอนกินเสร็จก็เหลือแต่ชามเปล่าๆ ดูไม่ออกว่าสั่งอะไรมากิน อ่ะ ประมาณนั้น คราวหน้าว่าจะไปลองที่เป็นหมูดูบ้าง

5 เต้าหู้ทอด - สั่งตามทีหลัง เพราะเห็นใครๆเค้าก็สั่งกัน เลยเอามั่ง (ทั้งที่ิเริ่มอิ่มแล้วนะ แต่ว่าอยากอ่ะ) เต้าหู้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า 4 ชิ้น (1 ชิ้น ก็ตักได้ประมาณ 3 -4 คำ) ราดด้วยซอสซีอิ้ว โปะด้วยไชเท้าฝนละเอียดก้อนโต กะ ขิง(มั้ง)ฝนละเอียดนิดนึง เนื้อเ้ต้าหู้ไม่เละจนเกินไป ชุปแป้งบางๆ ทอด ราดซอสซีอิ้วเค็มนิดเปรี้ยวหน่อย ทานคู่กะไชเ้ท้าฝนละเอียด อื้มมมมม จะเหลือเรอะ ไม่มีทาง

เครื่องดื่ม - ชาจีน พอดื่มลงไปแล้วจะเหลือรสหอมแบบไหม้ๆนิดนึงอยู่ในคออ่ะครับ ก็ชอบอีกเหมือนกัน(ฟรีด้วย) แต่ถ้าสั่งชาเขียวญี่ปุ่นคิดแก้วละ 20 บาทนะครับ

รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น อาหาร 5 อย่าง 632 บาท (ราคานี้ รวม VAT แต่ไม่มี Service Charge นะครับ) อิ่มปุ๊ก กลิ้งออกจากร้านเลย

สรุป - เพิ่งจะเคยไปทานร้านที่เป็นร้านเน้นขายอุด้งโดยเฉพาะเป็นครั้งแรก (ปกติเจอแต่ร้านราเมนน่ะครับ) ประทับใจเลยล่ะ เป็นรสชาติญี่ปุ่นแท้ๆ ซึ่งจะเน้นที่รสชาติของวัตถุดิบมากกว่าการปรุงแต่ง รสชาติก็เลยจะไม่จัดจ้าน และก็ไม่เหมือนกะที่เราสั่งตามร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นขายคนไทยทั่วไป คุณภาพของวัตถุดิบเข้าขั้นดี ไม่ว่าจะเป็น เส้นอุด้ง สด ใหม่ เนื้อวัว นุ่ม หวาน เต้าหู้ ไม่เละ หรือ แข็งจนเกินไป ถ้าจะให้เป็นเกรด ก็เอาซะ B++ ละกัน เพราะยังไม่มีแบบเดียวกันมาเปรียบเทียบอ่ะครับ ยังไงคงจะต้องกลับไปทานอีกแน่นอน หุหุหุ

ป.ล. อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลนะครับ ถ้าเพื่อนๆพี่ๆ น้องๆ ที่ไม่ชอบอาหารแป้งๆ เส้นๆ หรือ อาหารรสไม่จัด อาจจะไม่ถูกใจซักเท่าไหร่ แล้วก็ต้องขออภัยที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู เพราะกว่าจะรู้ตัวว่าควรจะถ่ายรูปมาให้เืพื่อนๆดู ก็เหลือแต่ชามเปล่าซะแล้ว

ถ้าใครสนใจจะไปลองทาน ก็เรียกผมด้วยละักันนะครับ ขอไปด้วย

© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help